การทำน้ำหมักชีวภาพไว้ใช้ในทางการเกษตรและสิ่งแวดล้อม

การทำน้ำหมักชีวภาพไว้ใช้ในทางการเกษตรและสิ่งแวดล้อม
วรวิชญ์ รุ่งรัตนกสิน
นักวิจัย 7 สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
E-mail address: woravich.r@msu.ac.th

ในปัจจุบัน เกษตรกรมีความสนใจการเกษตรแบบธรรมชาติและหรือเกษตรยั่งยืนกันมากขึ้น จึงใช้สิ่งต่างๆในธรรมชาติที่อยู่ใกล้ตัว มาทดลองและประยุกต์ให้เป็นประโยชน์มากขึ้น การเกษตรแบบธรรมชาติโดยใช้เทคนิคทางด้านจุลินทรีย์ ที่มีอยู่ในท้องถิ่นหรือในธรรมชาตินี้ เป็นภูมิปัญญาที่ได้พัฒนาในหลายประเทศ เช่น เกาหลี ไทย เป็นต้น จนได้น้ำหมักชีวภาพหรือน้ำหมักชีวภาพไว้ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง น้ำหมักชีวภาพหรือน้ำหมักชีวภาพหรือปุ๋ยน้ำชีวภาพ แล้วแต่จะเรียก มีความหมายเหมือนกัน ในบทความนี้จะใช้คำว่าน้ำหมักชีวภาพ

น้ำหมักชีวภาพ คืออะไร ?
น้ำหมักชีวภาพคือน้ำที่ได้จากการหมักพวกพืช ผัก ผลไม้ วัชพืช สัตว์และเศษ อาหาร ในสภาพที่ไม่มีอากาศ โดยจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในธรรมชาติ จะได้น้ำหมักชีวภาพที่ประกอบประกอบด้วย ธาตุอาหารพืช ฮอร์โมน กรดอะมิโน และอื่นๆ ส่วนการเพิ่มน้ำตาลในการหมัก จะช่วยเร่งปฏิกิริยาการหมักให้สมบูรณ์เร็วขึ้น

จุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดน้ำหมักชีวภาพมีอะไรบ้าง ?
จุลินทรีย์ที่มีบทบาทสำคัญมี 2 กลุ่มใหญ่คือ
1) รา (Fungi ) ยีสต์ (Yeast)
2) แบคทีเรีย (Bacteria) พวกสร้างกรดแลกติค(Lactic acid) และแบคทีเรียที่
สังเคราะห์แสงได้ (Photosynthetic bacteria)
ในการหมักพวกพืชผัก จะมีจุลินทรีย์หลายชนิด โดยเริ่มจากยีสต์จะย่อยส่วนที่เป็นสารละลายของพืช แบคทีเรียและรา จะย่อยส่วนประกอบพวก เซลลูโลส ลิกนิน และอื่นๆ พวกแบคทีเรียจะใช้
น้ำตาลแล้วสร้างเป็นกรดอินทรีย์ต่างๆ ตัวอย่างเช่น กรดแลคติก ทำให้จุลินทรีย์อื่นไม่สามารถเจริญได้ดี เพราะน้ำหมักชีวภาพที่ได้ มีความเป็นกรดสูงวัดค่า pH ได้ 3 – 4

ประโยชน์ของน้ำหมักชีวภาพ
1) ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพืช
2) ช่วยเพิ่มผลผลิตพืชได้บางส่วน
3) ช่วยเร่งการย่อยสลายเศษพืช ซากสัตว์ต่างๆให้เป็นปุ๋ยเร็วขึ้น
4) ช่วยปรับสภาพน้ำเสียให้ดีขึ้น
5) ช่วยแก้ปัญหากลิ่นเหม็นจากคอกปศุสัตว์ให้น้อยลง

วิธีการทำน้ำหมักชีวภาพอย่างง่าย

1) นำเศษพืช สัตว์ ผัก ผลไม้ หญ้า เศษอาหารที่ยังสดอยู่ มาสับเป็นชิ้นเล็กพอควร ยิ่งละเอียดยิ่งดี ชั่งเศษพืชสัตว์ให้ได้น้ำหนัก สมมติว่า 3 กิโลกรัม (ใช้มากหรือน้อยตามอัตราส่วน)
2) หมักในโอ่ง ไห ถังพลาสติก ห้ามใช้ภาชนะที่เป็นโลหะ(เพราะน้ำหมักชีวภาพมีสภาพเป็นกรดสูง จะกัดโลหะผุกร่อนเร็ว)
3) ในกรณีนี้ ให้ใส่น้ำตาลทรายแดง(ที่ยังไม่ฟอก) หรือ น้ำตาลทรายขาว หรือ กากน้ำตาล หนัก 1 กิโลกรัมลงไปผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน
ถ้าส่วนใหญ่เป็นเศษพืช ใช้เศษพืช ต่อ น้ำตาล = 3 ต่อ 1)
ถ้าส่วนใหญ่เป็นเศษสัตว์ ใช้เศษสัตว์ ต่อ น้ำตาล = 1 ต่อ 1)
4) ปิดฝาโอ่ง ไห ถังพลาสติกให้สนิท อย่าให้อากาศเข้า และควรเก็บไว้ในที่ร่ม ใช้ปากกาเขียนวันเดือนปีที่หมักไว้
5) หลังจากหมักไว้ 15 วัน ให้เปิดฝาออก เติมน้ำลงไป 10 ลิตรหรือ 10 กิโลกรัม ใช้ไม้คนให้ทั่ว ปิดฝาให้สนิทไว้ดังเดิม หลังจากนั้นอีกประมาณ 5 วัน จึงเปิดฝา แล้วใช้ไม้คนให้ทั่วและปิดฝาไว้เหมือนเดิม
6) น้ำหมักชีวภาพนี้ สามารถเริ่มใช้ได้หลังจากหมัก 5 วัน ถ้าจะให้ได้ผลดี ควรหมักไว้นาน 30 วัน และจะได้ผลดีเพิ่มมากขึ้น เมื่อหมักไว้นาน 3 เดือน หรือมากกว่า ซึ่งจะทำให้น้ำหมักชีวภาพมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นด้วย

การขยายหัวเชื้อน้ำหมักชีวภาพ
1) ใช้น้ำหมักชีวภาพ 1 ลิตร(กิโลกรัม)
2) น้ำตาลทรายแดงหรือขาว หรือ กากน้ำตาล 1 กิโลกรัม
3) น้ำธรรมดา 10 ลิตร
4) เทผสมกันใส่ภาชนะที่มีฝาปิดสนิท หมักไว้นาน 15 – 60 วันนำไปใช้ได้ (ยิ่งหมักไว้นาน ยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพน้ำหมักชีวภาพ)

วิธีการใช้
1) ถ้าใช้พ่นพืชผัก ไม้ผล ไม้ยืนต้นเพื่อเพิ่มความสมบูรณ์
ใช้น้ำหมักชีวภาพ ผสมกับน้ำในอัตรา 1 ส่วน ต่อน้ำ 500 – 1000 ส่วน หรือใช้น้ำหมัก
ชีวภาพ 1 ช้อนโต๊ะ(15 มิลลิลิตร) ผสมน้ำ 7 – 10 ลิตร อาจพ่นทุก 7 วัน นอกจากนั้นเราสามารถทดลองใช้พ่นกับต้นไม้ได้โดยตรงเพื่อสังเกตดูว่าใช้อัตรา เท่าไร บ่อยครั้งเพียงใด พืชจึงจะเจริญเติบโตดี โดยสังเกตได้ง่ายๆ คือถ้าใช้น้ำหมักชีวภาพเข้มข้นมากเกินไป จะทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโต อย่างไรก็ตาม ถ้าต้นไม้พืชผัก ยังไม่งอกงามเท่าที่ควร หลังจากใช้ไปสักระยะหนึ่ง อาจจะต้องใส่ธาตุอาหารพืชหรือปุ๋ยอื่นๆ เสริมด้วย จึงจะช่วยให้ผลผลิตสูงขึ้น
2) ถ้าใช้ราดที่โคนต้นพืชผัก ไม้ผล ไม้ยืนต้นเพื่อเพิ่มความสมบูรณ์
ใช้น้ำหมักชีวภาพ ผสมกับน้ำในอัตรา 1 ส่วน ต่อน้ำ 500 ส่วน หรือใช้น้ำหมักชีวภาพ 1
ช้อนโต๊ะ(15 มิลลิลิตร) ผสมน้ำ 7 ลิตร ราดที่โคนพืช ทุก 7 วัน แต่ถ้าต้นไม้ พืช ผัก ยังไม่งอกงามเท่าที่ควร จะต้องใส่ธาตุอาหารพืชหรือปุ๋ยอื่นๆ เสริมด้วย จึงจะช่วยให้ผลผลิตสูงขึ้น
3) การทำปุ๋ยหมักกองเตี้ยจากเศษวัชพืช ใบไม้ กิ่งไม้เล็ก เศษอาหาร
3.1 ผสมเศษวัชพืช ใบไม้ กิ่งไม้เล็ก เศษอาหารเข้าด้วยกัน ทำเป็นกองเตี้ยสูงไม่เกิน 30
เซนติเมตร
3.2 ใช้น้ำหมักชีวภาพ 2 ช้อนโต๊ะ(30 มิลลิลิตร) น้ำตาลทรายแดง หรือน้ำตาลทรายขาว
หรือ กากน้ำตาล หนัก 30 กรัม(มิลลิลิตร) ผสมน้ำ 2- 3 ลิตร หรือ
ในอัตราส่วน น้ำหมักชีวภาพ ต่อ น้ำตาล ต่อ น้ำ = 1 ต่อ 1 ต่อ 50 – 100 ส่วน
3.3 ราดกองปุ๋ยหมักพวกเศษวัชพืช ใบไม้ใบหญ้าต่างๆ ใช้ผ้าพลาสติกคลุมกองปุ๋ย
หมักให้ย่อยสลายไว้นาน 15 – 30 วัน
3.4 จึงนำปุ๋ยหมักใส่ให้กับต้นไม้ต่างๆ โดยผสมกับดิน หรือคลุมบริเวณโคนต้น ทำให้
พืชเจริญเติบโตดีและดินร่วนซุยเพิ่มขึ้น
4) ถ้าใช้แก้ปัญหาน้ำเน่าเสีย

เนื่องจากในน้ำเน่าเสียมีแก๊สไข่เน่า(ไฮโดรเจนซัลไฟด์) หรือกำมะถัน และแก๊สมีเทน
ให้แก้ไขโดยการใช้น้ำหมักชีวภาพซึ่งมีจุลินทรีย์พวกที่สังเคราะห์แสงอยู่ แล้วราดลงไป จุลินทรีย์พวกนี้จะใช้สารต่างๆ ที่ก่อให้เกิดแก๊สเน่าเสียเป็นอาหารและปลดปล่อยแก๊สออกซิเจนออกมา ทำให้น้ำมีสภาพดีขึ้น
จะเห็นว่า วิธีการทำน้ำหมักชีวภาพอย่างง่าย สำหรับเกษตรกรหรือผู้สนใจทั่วไป สามารถกระทำได้ด้วยตนเอง เป็นการประหยัด สามารถใช้พืชผัก วัชพืช ผลไม้และเศษอาหารเป็นวัตถุดิบในการทำน้ำหมักชีวภาพได้ นอกจากนั้นวิธีการใช้และการขยายเชื้อทำได้ง่ายรวมทั้งประโยชน์จากใช้น้ำหมัก ชีวภาพในด้านต่างๆ จะให้ผลดี คุ้มค่า และทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้นด้วย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s